ปรับเกณฑ์บ้านล้านหลัง หนุนผู้มีรายได้น้อยมีบ้าน

ช่วงปลายปีที่ผ่านมามีโครงการซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต 

นั่นก็คือ…โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งรัฐ หรือโครงการบ้านล้านหลัง ที่รัฐบาลได้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มคนวัยทำงาน หรือผู้ที่กำลังเริ่มต้นสร้างครอบครัว รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ ได้มีที่อยู่อาศัยที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท 

ภายใต้กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 

• วงเงินสำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ต่อคนต่อเดือนไม่เกิน 25,000 บาท จำนวน 20,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3 ต่อปี นาน 5 ปี 
• วงเงินสำหรับผู้กู้ที่มีรายได้ต่อคนต่อเดือนเกิน 25,000 บาท จำนวน 30,000 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3 ต่อปี นาน 3 ปี 

ระยะเวลากู้ยืมสูงสุดไม่เกิน 40 ปี โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สำหรับผู้กู้ที่มีรายได้น้อยต่อคนต่อเดือนไม่เกิน 25,000 บาท 

หรือพูดง่าย ๆ ว่า จะทำให้ผู้มีรายได้น้อยมีบ้านเป็นของตนเองราว 50,000 หลัง

 

และเมื่อธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)ได้คิกออฟเปิดรับจองสิทธิสินเชื่อดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 61 มีประชาชนที่มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน ยื่นจองสิทธิสินเชื่อ จำนวน 113,064 ล้านบาท ซึ่งมากกว่ากรอบวงเงินที่กำหนดไว้ที่ 20,000 ล้านบาท และมียอดจองสินเชื่อสำหรับประชาชนที่มีรายได้เกิน 25,000 บาทต่อเดือน จำนวน 14,038 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่ากรอบวงเงินที่กำหนดไว้ที่ 30,000 ล้านบาท 

ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 62 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้อนุมัติสินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังแล้ว 2,525 ราย รวมเป็นเงิน 1,538 ล้านบาท

จากตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ประชาชนให้ความสนใจสินเชื่อบ้านล้านหลังจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อยไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน 

และเพื่อเป็นการขยายโอกาสให้คนมีบ้านได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น รัฐบาลจึงมีมติเห็นชอบให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ปรับรายละเอียดโครงการบ้านล้านหลัง เพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อที่อยู่อาศัยและมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาที่เหมาะสม

โดยปรับเพิ่มกรอบวงเงินกู้สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน จาก 20,000 ล้านบาท เป็น 40,000 ล้านบาท เพื่อให้คนกลุ่มนี้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อและมีบ้านเป็นของตนเองมากขึ้น 

พร้อมทั้งปรับลดกรอบวงเงินกู้สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้เกิน 25,000 บาทต่อเดือน จากเดิม 30,000 ล้านบาท เป็น 10,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของประชาชน

นอกจากนี้ ยังได้ขยายกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการไปอีก 2 ปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดการทำนิติกรรมภายในวันที่ 30 ธ.ค. 62 เป็นสิ้นสุดการทำนิติกรรมเมื่อธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้สินเชื่อเต็มตามกรอบวงเงินที่มีอยู่ ไม่เกินวันที่ 30 ธ.ค. 64 

ซึ่งรัฐบาลจะช่วยแบ่งเบาภาระของธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยจะจ่ายเงินชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่เสียไปราว 789 ล้านบาทให้อีกด้วย

ผู้ที่ต้องการยื่นกู้จะต้องนำหลักฐานสำคัญมามอบให้กับเจ้าหน้าที่สินเชื่อ แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักประกอบด้วย

  1. เอกสารแสดงตัวตน อาทิ บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนสมรส(ถ้ามี) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนคู่สมรส(ถ้ามี)           
  2. เอกสารแสดงรายได้ อาทิ กรณีพนักงานประจำ ใบรับรองเงินเดือนหรือหนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการ สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการรับเงินเดือน สำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง หรือกรณีผู้ประกอบอาชีพอิสระ แสดงสำเนาบัญชีเงินฝากย้อนหลัง สำเนาทะเบียนการค้า หรือทะเบียนบริษัท หลักฐานการเสียภาษีเงินได้ และรูปถ่ายกิจการ เป็นต้น
  3. เอกสารแสดงหลักประกัน หรือ ที่อยู่อาศัยที่ต้องการซื้อ อาทิ สัญญาจะซื้อจะขายราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท สำเนาโฉนดที่ดิน หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด กรณีกู้เพื่อปลูกสร้าง แสดงใบอนุญาตปลูกสร้าง แบบแปลน ใบประมาณการปลูกสร้าง และสัญญาว่าจ้างก่อสร้างราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นต้น

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษา  กับเจ้าหน้าที่สินเชื่อในเรื่องเอกสารที่ต้องนำมาประกอบการยื่นกู้กับธนาคารในแต่ละวัตถุประสงค์การกู้ และแต่ละอาชีพ ได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทุกสาขาทั่วประเทศ และหากสามารถยื่นเอกสารให้กับเจ้าหน้าที่ครบถ้วน ธนาคารจะพิจารณาวงเงินสินเชื่อตามความสามารถในการชำระหนี้โดยคำนวณจากรายได้สุทธิของผู้กู้ รวมถึงราคาประเมินหลักประกันของที่อยู่อาศัยที่ต้องการซื้อ และราคาจะซื้อจะขายตามสัญญา จากนั้นจะรายงานผลการพิจารณาให้ผู้กู้ทราบต่อไป

นอกจากนี้ ธอส. คาดว่า ประชาชนที่จองสิทธิสินเชื่อจะทยอยเข้ามาขอรับคำปรึกษาและยื่นกู้จริงจนครบกรอบวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท โดยเฉพาะผู้มีรายได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจองสิทธิสินเชื่อรวมกันสูงถึง 113,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้ตอบโจทย์กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการมีบ้านของตนเอง เพราะการกำหนดให้ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียง 3,800 บาทต่อเดือนในช่วง 5 ปีแรก เป็นการผ่อนชำระที่ใกล้เคียงกับการจ่ายค่าเช่าบ้านในปัจจุบัน อีกทั้งยังได้สิทธิทั้งในเรื่องอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี คงที่นานถึง 5 ปี ทำให้ไม่ต้องกังวลกับอัตราดอกเบี้ยในระบบที่ปรับสูงขึ้น และยังประหยัดค่าใช้จ่ายในด้านค่าธรรมเนียมซึ่งฟรีทันทีถึง 4 ประเภท

ดังนั้น ผู้ที่จองสิทธิไว้แล้วควรเข้ามาติดต่อยื่นกู้กับธนาคารตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้เสียโอกาสดี ๆ ที่รัฐบาลและ ธอส. ตั้งใจทำให้คนไทยได้มีบ้านอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ธอส. กำหนดให้ผู้จองสิทธิสินเชื่อกลุ่ม 59,000 ล้านบาทแรก ยื่นคำขอกู้กับธนาคารได้ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2562 -29 มีนาคม 2562 และผู้จองสิทธิส่วนที่เหลือกำหนดให้ยื่นคำขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 – 28 มิถุนายน 2562 โดยผู้จองสิทธิสินเชื่อโครงการบ้านล้านหลังสามารถนำ SMS ที่ได้รับจากธนาคาร ซึ่งระบุรหัสการจองสิทธิ ไปตรวจสอบวันที่ธนาคารกำหนดให้ยื่นกู้ได้ที่ www.ghbank.co.th หรือสอบถามได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทุกสาขาทั่วประเทศ และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

387total visits,3visits today

เกี่ยวกับเรา

ทรัพย์อื่นๆ